ความหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของโรค

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโรคต่างๆ

1.โรคหลอดเลือดหัวใจ

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่ดีที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนี้

ทั้งนี้ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันและแคลอรีต่ำ หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวชนิดทรานส์ ลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล เน้นการบริโภคผักและผลไม้หลากสีให้มากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้ในปริมาณไม่ต่ำกว่า 600 กรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเค็มจัด (ปริมาณเกลือโซเดียมที่ควรได้รับไม่ควรเกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม นั่นคือเกลือแกงไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสถั่วเหลืองไม่เกิน 1½-2 ช้อนโต๊ะ) อาหารขยะ อาหารจานด่วน และอาหารสำเร็จรูป

1. หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือเพิ่มกิจกรรมทางกาย การมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างเพียงพอ หมายถึง การมีกิจกรรมทางกายตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป คือการออกแรงหรือออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายหายใจแรงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นปานกลาง ออกแรงกายต่อเนื่องเป็นเวลาตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไปในแต่ละครั้ง อาจเป็นกิจกรรมที่เดินไปมาในที่ทำงาน การทำงานบ้าน ทำครัว ถือของเบาๆ ไม่หนักเกินไป รวมถึงกิจกรรมจากการทำงาน กิจกรรมจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมยามว่างก็ได้

2. หยุดสูบบุหรี่ พบว่าการหยุดสูบบุรี่เพียง 20 นาที ความดันโลหิตจะลดลงสู่ระดับปกติ การหยุดสูบอย่างน้อย 10 ปีจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดใกล้เคียงกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และการหยุดสูบติดต่อกันนานมากกว่า 15 ปี ความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจจะลดลงเหลือเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่

3. ลดความเครียด วิธีการจัดการความเครียดที่ดีที่สุด คือ การเลือกวิธีที่ตนเองชอบและพึงพอใจ เช่น การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ การเจริญสมาธิ ส่งเสริมการได้รับความรักความอบอุ่นจากครอบครัว ส่งเสริมให้บุคคลมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนหรือในที่ทำงาน

2.โรคระบบประสาท

  • วิธีการหลีกเลี่ยงดังนี้
    การป้องกันโรคหลอดเลือดในสมองใช้แนวทางทั่วไปของการป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือดเพื่อป้องกันภาวะการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และเส้นเลือดตีบ ซึ่งได้แก่
    1. การงดดื่มเหล้า
    2. งดสูบบุหรี่
    3. การหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน แป้ง และน้ำตาล และกินอาหารประเภทผัก และเส้นใยให้มาก
    4. พยายามไม่ให้เกิดความเครียด
    5. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิต่ำหรือเย็นจัด
    6. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับอาการที่มีความแตกต่างระหว่างอุณหภูิมิที่มีความแตกต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส ในเวลาอันสั้น เช่น ไม่ออกจากห้องแอร์ที่เย็นสู่ภายนอกที่ร้อนอย่างกะทันหัน
    7. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3.โรคมะเร็ง

ข้อควรเลี่ยง ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
เพราะปัจจุบันโรคมะเร็งไม่ได้ไกลตัวเราอีกต่อไป จะเห็นว่าหลายหน่วยงานร่วมรณรงค์ป้องกัน เพื่อลดการเกิดโรคมะเร็ง ลดความสูญเสียทั้งต่อครอบครัว ต่อสังคม และต่อเศรษฐกิจ
โรคมะเร็งสามารถป้องกัน และลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้  สาเหตุหลักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังต่อไปนี้นะครับ

  • ลดทานเนื้อ เน้นกินผัก  เช่น เน้นผักที่มีกากมาก  เพื่อป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่  ผัก ผลไม้ สีเขียว-เหลือง ที่มีเบต้าแคโรทีนและไวตามินเอสูง
  • ลดอาหารจำพวกไขมัน และควบคุมน้ำหนัก  เพราะหากร่างกายอ้วน และมีไขมันสูง จนเกินไปเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้
  • ระวังไม่กินอาหารที่เป็นเชื้อรา หากอาหารหมดอายุหรือขึ้นเชื้อราแล้ว ไม่ควรรับประทาน เนื่องจากอาจมีสารอัลฟาทอกซิน ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับได้
  • ลดอาหารปิ้ง ย่าง ดองเค็ม  เพราะในอาหารปิ้งย่างมีสารที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์มะเร็ง
  • ไม่ทานอาหารที่ปรุงไม่สุก กินอาหารสุกๆ ดิบ จะเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งได้ เพราะอาจมีพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ตับเป็นเชื้อก่อมะเร็งท่อน้ำดี
  • ลดการสูบบุหรี่  เพราะการสูบบุหรี่อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด
  • ลดการดื่มดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์  ดื่มมากเสี่ยงอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้
  • หลีกเลี่ยงการตากแดดนาน ๆ  ตากแดดจัดมาก ทำให้ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไปจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังได้
  • ลดความเครียด หมั่นออกกำลังกาย  และพักผ่อนให้เพียงพอ

4.โรคทางเดินหายใจ

การหลีกเลี่ยงโรคทางเดินอาหารที่สำคัญที่สุดมีประสิทธิภาพที่สุด คือ

  •  การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  •  การเลิกสูบบุหรี่ เมื่อสูบบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  •  รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  •  ฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่มีวัคซีนตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะช่วงมีการระบาดของโรค
  •  หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่แออัดเมื่อมีการระบาดของโรค หรือไปยังถิ่นหรือประเทศที่มีการระบาดของโรค

5.โรคระบบทางเดินอาหาร

  •  เลี่ยงกาแฟ รวมทั้งชนิดไม่มีกาเฟอีน เนื่องจากกาแฟกระตุ้นการหลั่งกรดและอาจทำให้อาหารไม่ย่อย ชาอาจจะพอรับได้สำหรับบางคน แต่ก็ยังมีส่วนกระตุ้นการหลั่งกรดอยู่ดี แม้จะน้อยกว่ากาแฟก็ตาม
  •  เลี่ยงน้ำส้มน้ำมะนาว ถ้าทำให้ไม่สบายท้อง เนื่องจากกรดไหลย้อนกลับทางทำให้เกิดอาหารแสบร้อนในลิ้นปี่
  •  เลี่ยงอาหารทอด อาหารเค็มและน้ำอัดลม
  •  เลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่ร้อนจัด ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการ ทำให้ไม่สบายท้องได้
  •  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์และไวน์ เพราะจะทำให้กระเพาะหลั่งกรดได้มากขึ้น
  •  งดบุหรี่
  •  เคี้ยวช้าๆ ในเวลากินไม่เร่งรีบ
  •  ควรสังเกตตัวเองว่าอาหารชนิดใดที่ก่อให้เกิดปัญหาในระบบย่อย เพราะการตอบสนองต่ออาหารในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้แต่อาหารชนิดเดียวกันถ้ากินคนละเวลาร่างกายก็จะตอบสนองต่างกัน
  •  หลีกเลี่ยงความเครียด ถึงแม้ความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดกระเพาะ แต่อาจเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้อาการโรคกระเพาะเลวร้ายลงไปอีก โดยทำให้หายช้า
  •  ไม่ควรใช้ยาลดกรดมากเกินควร เนื่องจากกรดในกระเพาะจะช่วยในการย่อยและดูดซึมสารอาหารเช่นเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 12 ลดการเจริญของเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ แบคทีเรียในอาหารเมื่อตกถึงกระเพาะจะถูกกรดทำลาย จึงช่วยป้องกันแบคทีเรียที่ก่อสารเกิดมะเร็ง การใช้ยาลดกรดมากจึงไม่ดีต่อระบบย่อย

6. โรคติดเชื้อ

การป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนที่เป็นโรคหวัด ลดการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ล้างมือหลังสัมผัส

อย่าเอามือสัมผัสหรือถูจมูก หรือขยี้ตา พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยที่กำลังไอหรือจาม หลีกเลี่ยงที่มีคนแออัด

ในช่วงที่มีการระบาด การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ เนื่องจากเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิด

7.โรคระบบต่อมไร้ท้อ

  1. เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมหลีกเลี่ยงอาหารที่จะก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ลดอาหารที่มีรสหวานจัด เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ รับประทานอาหารทะเลหรือเกลือที่มีธาตุไอโอดีน เพื่อป้องกันโรคคอพอก
  2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน เพราะน้ำช่วยในการผลิตฮอร์โมน
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังทำให้ระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล
  4. ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์มีผลต่อการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อบางต่อมให้ด้วยประสิทธิภาพลง เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ รวมทั้งรังไข่และอัณฑะด้วย
  5. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ เช่น แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมยาอุตสาหกรรมหลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ เป็นต้น
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดในเชิงบวกมาก ๆ จะส่งผลไปที่ต่อมใต้สมองทำให้หลั่งฮอร์โมนที่ดีมีผลทำให้สุขภาพและสุขภาพจิตดี

8.โรคไต

ผู้ป่วยโรคไต ห้ามทานอาหารที่มีโพแทสเซียม?

จะให้ไม่ทานเลยก็ไม่ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม โพแทสเซียมยังพอมีประโยชน์กับผู้ป่วยโรคไตอยู่บ้าง เพราะโพแทสเซียมช่วยลดอาการบวมน้ำในร่างกายของผู้ป่วย ช่วยปรับสมดุลของน้ำในร่างกายให้เป็นปกติ และป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวอีกด้วย

อาหารโพแทสเซียม ที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง

ผักสด โดยเฉพาะผักสีเข้มๆ นมไขมันต่ำ หรือไม่มีไขมัน ถั่วต่างๆ และธัญพืช

ตัวอย่างอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง

  • – ผงโกโก้
  • – ลูกพรุนอบแห้ง
  • – ลูกเกด
  • – เมล็ดทานตะวัน
  • – อินทผาลัม
  • – ปลาแซลมอน

9.โรคภูมิแพ้

เด็กที่มีประวัติครอบครัวที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้  ควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีโปรตีนซึ่งก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ง่าย   โดยมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
• ดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ต้องจำกัดอาหารเป็นพิเศษสำหรับมารดาช่วงระยะตั้งครรภ์และให้นมบุตร
• กรณีที่ไม่สามารถให้นมมารดาได้   ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมสูตรพิเศษจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
• ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมวัว และหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีนมวัวเป็นส่วนประกอบจนกระทั่งเด็กมีอายุ 1 ปี
• ไม่แนะนำให้ดื่มนมถั่วเหลือง  นมแพะ  นมแกะ  ทั้งนี้เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้เช่นเดียวกับการแพ้นมวัว
• ควรให้อาหารเสริมเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน   โดยแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารเสริมทีละชนิด และสังเกตว่ามีการแพ้อาหารที่ให้หรือไม่ภายในหนึ่งสัปดาห์    ก่อนที่จะให้อาหารเสริมชนิดใหม่  อาหารเสริมที่ทำให้เกิด           อาการแพ้น้อย ได้แก่ ข้าวบด  กล้วยน้ำว้า  ฟักทอง น้ำต้มหมู  น้ำต้มไก่  ผักใบเขียว
• ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่และอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ จนกระทั่งเด็กมีอายุ 2 ปี
• ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วและปลาจนกระทั่งเด็กมีอายุ 3 ปี

สำหรับเด็กที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้  ควรดื่มนมมารดาอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่จำเป็นต้องงดอาหารบางอย่างที่แพ้ง่าย (เช่น ไข่ ถั่ว ปลา)   อาจเพิ่มสารอาหารอื่นๆ ที่อาจเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ สังกะสี  วิตะมินเอ  ซิลีเนียม และนิวคลีโอไทด์  นอกจากนั้น การบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวบางชนิดเช่น docosahexaenoic acid (DHA) ในปริมาณที่เหมาะสม อาจช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ได้
นอกจากการรับประทานอาหารที่เหมาะสมแล้ว  ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน  เช่น  ไรฝุ่น, สัตว์เลี้ยง, เชื้อรา, แมลงสาบ  ตั้งแต่ขวบปีแรก  โดย
• ใช้เครื่องเรือนน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน
• งดใช้พรมปูพื้น ไม่ใช้เก้าอี้นอนหรือเครื่องเรือนที่บุด้วยผ้า ไม่ใช้ที่นอนหรือหมอนที่ทำด้วยนุ่น หรือขนสัตว์  ควรใช้ชนิดที่ทำด้วยใยสังเคราะห์หรือฟองน้ำ   ควรคลุมที่นอน และหมอนด้วยผ้าพลาสติก หรือผ้าไวนิล หรือผ้าหุ้มกันไรฝุ่น
• ไม่สะสมหนังสือหรือของเล่นที่มีขน
• ซักผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน, ปลอกหมอน, ผ้าห่มทุก 1-2 สัปดาห์ โดยใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
• ดูดฝุ่น เช็ดถูทำความสะอาดพื้นและเครื่องเรือน เพื่อขจัดฝุ่นละอองเป็นประจำ
• ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เช่น สุนัข แมว ภายในบ้าน
• พยายามอย่าให้เกิดความชื้น หรือมีบริเวณอับทึบภายในบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อรา ไม่ควรนำต้นไม้ ดอกไม้สด หรือแห้งไว้ในบ้าน
• จัดเก็บขยะและเศษอาหารให้มิดชิด เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงสาบ
การปฏิบัติตังดังกล่าว และระวังไม่ให้เด็กได้รับควันบุหรี่, ควันจากท่อไอเสีย, ควันไฟ, ฝุ่นละอองจากแหล่งต่างๆ ตั้งแต่อายุน้อยๆ  สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจได้

10.โรคพยาธิ