หนานเฉาเหว่ยฤทธิ์ร้าย ระวัง!ป่าช้าจะไม่เหงา

กระแส “ป่าช้าเหงา” สมุนไพรสารพัดสรรพคุณมหัศจรรย์ยังเป็นประเด็นสับสนของใครหลายต่อหลายคน “ดี” หรือ “ไม่ดี”…“อันตราย” หรือ “ไม่อันตราย” เอ๊ะ…ยังไงกันแน่?

ยิ่งช่วงหลังๆเริ่มมีข่าวว่ามีคนกินป่าช้าเหงาเข้าไป…น้ำตาลตก จนเจ้าตัวน็อกเข้าโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยรายที่ว่านี้เป็นผู้ชาย อายุ 64 ปี มีโรคประจำตัวคือ…เบาหวาน ความดัน หัวใจ

เข้ารับการรักษาด้วยอาการหน้ามืด เหนื่อยมากขึ้น เหงื่อแตก ใจสั่น อ่อนแรง เจาะวัดน้ำตาลในเลือดเหลือเพียง 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซักประวัติได้ความว่าได้ยินเพื่อนผู้ป่วยเบาหวานเล่าว่า…

“กินป่าช้าเหงา น้ำตาลจาก 500 กว่าลดลงมาปกติเหลือ 140 แต่ไม่ได้บอกวิธีกิน”

จึงนำใบป่าช้าเหงา 10 ใบ ต้มกับน้ำ 1 กา…ราวๆ 1 ลิตรกว่าๆ เคี่ยวนานเป็นเวลา 1 ชั่วโมง และเริ่มกินเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา 7วัน…หยุดกิน 7 วัน โดยรอบแรกกิน 1 แก้ว เช้า เย็น แล้วเริ่มกินใหม่ในวันจันทร์ที่ 17 กันยายน 2561 และวันที่ต้องแอดมิตเข้าโรงพยาบาลเป็นวันที่สองของรอบนี้
ซึ่งในวันเกิดเหตุได้ฉีดยาเบาหวานมื้อเช้าและกินยาเบาหวานก่อนอาหาร ร่วมกับจิบน้ำต้มป่าช้าเหงาไปราวๆ 3 แก้ว ซึ่งโตกว่าแก้วกาแฟเล็กน้อย…แต่ไม่ใหญ่เท่าแก้วน้ำปกติหลังจากกินข้าวเช้า

พอ…เที่ยงกว่าก็เริ่มมีอาการน้ำตาลตก ช่วงที่กินรู้สึกว่าปัสสาวะบ่อย ขาที่เคยบวมยุบลง ค่าความดันโลหิตปกติตัวบนจะอยู่ราวๆ 170 เหลือ 110 มิลลิเมตรปรอท

ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเพราะเกี่ยวพันกับความเป็น…ความตาย ใครที่คิดจะกินสมุนไพร ยาผีบอก หรือลองอะไรที่เขาว่าดีๆ กินแล้วโรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง ให้คิดคำนึงให้รอบคอบ ศึกษาหาข้อมูลกันให้ดีๆเสียก่อนที่จะลอง

อย่าได้กินได้ลองเพราะเขาว่าดี…ส่งแชร์ต่อๆกันมาในโลกออนไลน์ เป็นกระแสฮือฮาเพียงเท่านั้น ไม่เฉพาะเรื่องสุขภาพอย่างเดียว หากแต่เรื่องทุกเรื่องก็อย่าเชื่อไหลไปตามกระแสโซเชียลที่พลุ่งพล่านได้ในช่วงเสี้ยววินาที

“สมุนไพรอภัยภูเบศร” เฟซบุ๊กเพจ ให้ข้อมูลเตือนภัย ย้ำว่าสมุนไพรมีทั้ง “คุณ” และ “โทษ” หากทานในปริมาณที่เหมาะสมตามที่หมอแนะนำก็สามารถทานได้ หากทานแล้วรู้สึกว่ามีความผิดปกติก็หยุดใช้ทันที

“ป่าช้าเหงา” ภาษาล้านนาและไทใหญ่ เรียก “ป่าเฮ่วหมอง” คำว่า “ป่าเฮ่ว” หมายถึงป่าช้า มีชื่อสามัญว่า “Bitter Leaf” ชื่อวิทยาศาสตร์ “Vernonia amygdalina”…ส่วน “หนานเฉาเหว่ย” หรือ “หนานเฝยเฉ่า” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Gymnanthemum Extensum” เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับป่าช้าเหงา และมีฤทธิ์ทางยาคล้ายกัน
การใช้เป็นยาพื้นบ้าน ใช้แก้ไข้ ไข้มาลาเรีย…พบสารสำคัญทางยาชนิดเดียวกับฟ้าทะลายโจร แก้ไอ แก้โรคกระเพาะ แก้สะอึก บรรเทาอาการท้องผูก รักษาบิด ฆ่าพยาธิ รักษาดีซ่าน บำรุงไต รักษาเบาหวาน

สารสกัดน้ำจากใบป่าช้าเหงา มีผลลดน้ำตาลในหนูได้ 39.3% และยังมีผลช่วยฟื้นฟูตับอ่อนหลังได้รับ 28 วัน

ข้อมูลที่ระบุเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ระบุว่า ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ลดความดันโลหิต

ต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องตับ ต้านมะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน แก้ปวด ลดอักเสบ เพิ่มคุณภาพของสเปิร์ม

ยอดอ่อนลวกกินหรือกินสดๆเป็นผัก วันละ 3–5 ใบ…ห้ามใช้ในคนไข้กินยาวาร์ฟาริน ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรกินมากเกินไปในผู้ที่คุมน้ำตาล คุมความดันได้ดีอยู่แล้ว

“เราพยายามเสนอข้อมูลด้านสมุนไพรเป็นหลัก แต่ต้องยอมรับว่าคนไทยมีพื้นฐานที่จะชอบใช้สมุนไพรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรานำเสนอทั้งประโยชน์และโทษ ข้อระวัง ข้อห้ามใช้ และวิธีรับประทานที่ถูกต้องตามข้อมูลการใช้ที่มีมากกว่า 100 ปีของคนพื้นบ้านที่กินใช้กันเป็นยาเป็นอาหารมานาน
ไม่เฉพาะแต่ต้นป่าช้าเหงา ยังนำเสนอข้อมูลลักษณะนี้มานานแล้ว บังเอิญว่า…ต้นนี้ดังเป็นกระแสขึ้นมา ถ้าดูจากโพสต์เราไม่ได้ส่งเสริมให้ประชาชนกิน แต่อยากให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่า…เรื่องการห้ามประชาชนไม่ให้กินสมุนไพรเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ถ้าไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่างหากจะเกิดอันตรายกับประชาชนตามมา”

สารพัดชวนสงสัย “ป่าช้าเหงา” หรือ “หนานเฉาเหว่ย” เหมาะที่จะกินมากน้อยแค่ไหน? อย่างไร?

คำถามแรก…“แม่ผมกินยา ฉีดอินซูลินหมอปัจจุบัน แต่ยังคุมน้ำตาลไม่ดี แต่พอกินหนานเฉาเหว่ยวันละ 2 ใบ น้ำตาลลดจาก 200 เหลือ 100 ผมว่านะยังไงมันก็ยังดีกว่าสารเคมีที่สกัดมาทำเป็นยา”

คำตอบ…“เพื่อความปลอดภัย ลดทาน 2–3 วันใบพอค่ะ”
คำถามที่สอง…“อันนี้จริงเลยค่ะ แม่ไม่เป็นเบาหวานนะ แต่กินใบสด 3–4 ใบ…ไม่ขมเลยกินใหญ่ กินแทบจะวันเว้นวัน…อาการใจสั่น หน้ามืดมาครบ พอหยุดกินก็กลับมาปกติ ตอนนี้เลิกกินแล้ว”

คำตอบ…“อันตรายค่ะ หากต้องการใช้ทานตามที่แนะนำในโพสต์พอค่ะ”

แม้ว่า “สมุนไพร” จะให้คุณ มีสรรพคุณรักษา บรรเทาโรคได้ แต่ก็แฝงโทษร้ายอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน แน่นอนว่าไม่เว้นแม้แต่ “ป่าช้าเหงา”…เพจ “สมุนไพรอภัยภูเบศร” มีข้อระวังเตือนไว้อีกว่า ผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างความดัน เบาหวาน ควรใช้ยาตามแพทย์สั่งเป็นหลัก

“ผู้ป่วยควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนรับประทานสมุนไพร เนื่องจากปัจจัยในแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน ส่วนขนาดรับประทานป่าช้าเหงาที่แนะนำ เช่น ใช้เป็นอาหารโดยรองกระทงห่อหมกแทนใบยอ ยำดอกขจรใส่ดอกป่าช้าเหงา ซึ่งคนพื้นบ้านนิยมกินช่วงเปลี่ยนฤดู…ปลายฝนต้นหนาว เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันไม่ให้เจ็บป่วย”
โดยนำ “ใบป่าช้าเหงา” มาลวกน้ำร้อนก่อนรับประทาน เพื่อลดความ “ขม” และ “ฤทธิ์ยา”

กรณีกินเป็นยา เช่น เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือกินบำรุงร่างกาย แนะนำกินวันละ 1-2 ใบ…2-3 วันกินที…กินบ้างหยุดบ้าง ไม่แนะนำให้กินทุกวันหรือกินต่อเนื่อง

เพราะเป็นยาเย็น อาจทำให้ตับเย็น ร่างกายเย็น ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ท้องอืดง่าย มือเท้าเย็น อ่อนเปลี้ยเพลียแรง

ประเด็นสำคัญที่ต้องเน้นย้ำ…ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่กินยาละลายลิ่มเลือด… “วาร์ฟาริน” เพราะอาจเสริมฤทธิ์ยา ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับและไตบกพร่อง…

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำว่าหากค่าการทำงานของไต GFR<60 ไม่ควรกิน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยในการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ว่านี้

นอกจากนี้แล้วยังห้ามใช้ในผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมความดันได้ดีอยู่แล้วด้วยยาแผนปัจจุบัน ป่าช้าเหงา…ไม่ได้ทำให้โรคหายขาดและอาจเสริมฤทธิ์ยาแผนปัจจุบันจนเกิดอันตราย

สิ่งสำคัญ “ผู้ป่วย” ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ความดันตก… ค่าความดันโลหิต น้อยกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท อาจมีวิงเวียน หน้ามืด…น้ำตาลตก น้อยกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อาจมีวิงเวียนหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อออก…หากพบอาการผิดปกติต้องหยุดกินทันที

น่าสนใจด้วยว่าจากรายงานการใช้ พบว่าสมุนไพร “ป่าช้าเหงา” ให้ผลลด “ความดัน” และ “น้ำตาล” ได้มากในผู้ป่วยบางราย

เตือนภัย…ฤทธิ์ร้ายของสมุนไพร ไม่ว่า “หนานเฉาเหว่ย” หรือ “ป่าช้าเหงา” ที่แม้มีประโยชน์มหาศาล แต่ถ้ากินไม่เป็น ใช้ไม่ถูกที่ถูกทางก็จะกลายเป็นโทษมหันต์…อาจทำให้ป่าช้าไม่เหงาก็เป็นได้.